การแต่งกายสมัยรัฐนิยมและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. ( 2480-2500 ) หน้าที่ 1

การแต่งกายไทย หลังการเปลี่ยนแปลง 2475

   ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 วัฒนธรรม การแต่งกายของไทย มีลักษณะเด่นในด้าน การนิยมแบบตะวันตกเพิ่มมากขึ้น โดยแบบการแต่งกาย ที่ได้ รับอิทธิพลจากตะวันตก แพร่หลายออกมาจาก ราชสำนัก และในหมู่ชนชั้นสูง มาสู่ ประชาชนทั่วไป บรรดานักเรียนไทย ที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ และ ชาวต่างชาติ ที่เข้ามาติดต่อเป็นแบบอย่างสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีในชั่วงแรก (พ.ศ.2481-2487) มีนโยบายสำคัญในการ สร้างชาติ ด้วยลัทธิชาตินิยม เพื่อความยิ่งใหญ่ ของชาติไทย ให้ทัดเทียมนานา อารยประเทศ เมื่อรัฐบาลเข้าร่วมใน สงครามมหาเอเชียบูรพา และสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลเห็นว่า เป็นความจำเป็น ที่จะต้องประปรุงแก้ไข วัฒนธรรมบางอย่าง เพื่อให้ เหมาะสมัย สถานการณ์ของบ้านเมือง ในขณะนั้น จึงได้วางเป้าหมาย ปลูกฝังให้ประชาชน ชาวไทยเป็นผู้มี

“ วัฒนธรรมดี มีศีลธรรมดี มีอนามัยที่ดี มีการแต่งกายเรียบร้อย มีที่ พักอาศัยดี และมีที่ทำมาหากินดี ”

   กระบวนการสร้างชาติ ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการประกาศ ” รัฐนิยม ” เป็น แนวทางที่ให้ประชาชน ปฏิบัติตาม รัฐนิยมทั้ง 12 ฉบับซึ่งประกาศให้ราชกิจจานุเบกษา เป็นหลักในการเสริมสร้างจิตใจ และศีลธรรม อันดีงาน ในการดำเนินชีวิตในสังคมไทยใหม่ หรือยุคใหม่ที่ละทิ้ง ประเพณีและ ความเชื่อหลายอย่าง ในอดีตออกไป เช่น ภาษา การประกอบอาชีพ การดำเนินชีวิต ประจำวัน ฯลฯ นับว่าเป็นการพยายามออกกฎเกณฑ์ แนะนำ วิธีการปฏิบัติ ในด้าน การแต่งกาย โดยการประกาศรัฐนิยม ตลอดจน ออกประกาศชักชวนในรูปของ คำปราศรัย สุนทรพจน์ และคำวิงวอนของท่านผู้นำ เน้นการแต่งกาย ให้สุภาพเรียบร้อย เพื่อ ความเป็นอารยะรัฐนิยม เกี่ยวกับการแต่งกาย โดยเฉพาะ นั้นคือ รัฐนิยมฉบับที่ 10 ประกาศเมื่อ วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2484 มีใจความสำคัญคือ

       เน้นการแต่งกายให้สุภาพ เรียบร้อย เมื่อปรากฏตัวในที่ชุมชน หรือสาธารณสถาน และแยกแยะประเภท เครื่องแต่งกาย ที่ถือว่าเรียบร้อยสำหรับประชาชนชาวไทย

       รัฐบาลให้ความสำคัญ “ปฏิวัติวัฒนธรรม” ด้านการแต่งกาย นอกจากรัฐนิยมฉบับ ดังกล่าว ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ออก ”คำวิงวอน” และประกาศกฎหมาย หลายฉบับติดตามต่อมา เพื่อให้รายละเอียดเกี่ยวกับ เครื่องแต่งกาย “ตามแบบสากลนิยม” และ “ประเพณีนิยม” ดังกล่าว

       ให้แต่งกายให้สมกับเป็นอารยชน โดยกำหนด การแต่งกาย และทรงผมแบบใหม่ ขอให้สตรีทุกคน ไว้ผมยาว เลิกใช้ผ้าโจงกระเบน เปลี่ยนเป็นนุ่งผ้าถุงแทน เลิกการใช้ ผืนเดียวคาดอก หรือเปลือยกาย ท่อนบน ให้ใส่เสื้อ แทน ส่วนชายนั้นขอให้เลิกนุ่งกางเกงแพรสีต่างๆ หรือผ้าม่วง เปลี่ยนมาเป็น นุ่งกางเกงขายาวแทน

       นอกจากนี้ยังมีประกาศของ กรมโฆษณาการ ออกมาเป็นระยะๆ แล้วยังมีประกาศ ของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ วางระเบียบ การแต่งกายของราชการ ในเวลาทำงานปกติ และทั่วไป เพื่อให้เป็นแบบอย่าง

  • อันในเวลาปกติ ข้าราชการหญิงต้องใส่เสื้อสีขาว นุ่งกระโปรงสีสุภาพ หรือ ผ้าถุงและสวม รองเท้าหุ้มส้น ถุงเท้าสั้นหรือยาวก็ได้ และต้องสวมหมวก กระทรวงมหาไทย ได้ออกประกาศ แนะนำให้คนไทย แต่งกายตามระเบียบ ที่วางไว้ เพื่อเป็นที่ชาติหน้าชูตา ของชาติ
  • สำหรับผู้ชายต้องสวมหมวก ใส่เสื้อนอก กางเกงขายาว สวมรองเท้าหุ้มส้น จะสวมรองเท้า หรือไม่ก็ได้

       สีของเครื่องแต่งกายนั้น ถ้าเป็นงานกางแจ้ง ควรใช้สีเทา สีคราม สีกากี หรือสีเปลือกไม้ ถ้าเป็นงานในร่ม หรือเกี่ยวกับเครื่องจักร ควรใช้สีน้ำเงินแก่ นับว่าเป็น การวางระเบียบการแต่งกาย ทั้งแบบ และสีตามอาชีพต่างๆ ด้วย
( หน้าต่อไป )

บทความต่อเนื่อง เรื่อง การแต่งกายของไทย

อ้างอิง : หนังสือพัสตราภรณ์ไทย ถวายไท้ ราชินี