การแต่งกาย สมัยรัชกาลที่ 7 ( 2468-2477 )

    การแต่งกาย ของทั้งชายและหญิง ได้เปลี่ยนไปเป็น แบบตะวันตกมากขึ้น ในระยะต่อมา แต่พัฒนาการแต่งกาย ของชายไม่ค่อยมีขั้นตอนมากนัก ข้าราชการและคนในสังคมชั้นสูง ทั่วไป ยังคงนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน ใส่เสื้อราชปะแตน สวมถุงเท้ารองเท้า ตามแบบตั้งแต่ รัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นแบบการแต่งกาย สำหรับ การแต่งกาย ออกงานสังคมต่างๆ ด้วยใน รัชกาลที่ 7 เมื่อมีพระราชทานเลี้ยงในวัง โปรดให้เจ้านายและข้าราขการ นุ่งโจงกระเบน สีกรมท่า แต่ ใส่เสื้อ ราชปะแตนสีดำ แทนสีขาว และในสมัยนี้ชายในสังคมชั้นสูง บางคน ก็เริ่มแต่ง ราตรีสโมสร อย่างฝรั่ง ออกงานราตรีสโมสรบ้างแล้ว จนภายหลัง การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มีการเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรม การแต่งกาย บางอย่างตามนโยบายของรัฐบาลสมัยนั้น คือ ในปี พ.ศ. 2478 ได้มีการตราพระราชบัญญัติ การแต่งกายพลเรือนให้ ข้าราชการชายนุ่งกางเกงยาว แทนผ้าม่วงโจงกระเบน แต่แบบเสื้อ ยังไม่มีการกำหนดให้ ใช้แบบเสื้ออย่างชาวตะวันตก อย่างไรก็ตาม การนุ่งกางเกง ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในเวลานั้น

 

    แบบเสื้อต่างๆของสตรีแทบจะกล่าวได้ว่า ลอกมาจากหนังสือ แบบเสื้อตะวันตก ที่ส่งเข้ามาขาย ในสมัยนั้นหรือ ลอกเลียนแบบ มาจากภาพยนต์ฝรั่งที่เข้ามาฉาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพยนต์อเมริกัน แบบเสื้อสตรีสมัยนี้ คือเสื้อตัวหลวม ไม่เข้ารูปตัว ยาวคลุมสะโพก แขนเสื้อสั้นมากหรือไม่มีแขน นิยมตบแต่ง ชายเสื้อตรงเอวด้านซ้าย เป็นเมือนโบว์ผูก ทิ้งชายยาว ถึงแบบเสื้อจะตบแต่งเป็น ฝรั่งอย่างไร แต่สตรีสมัยนั้น ก็ยังไม่กล้าพอจะแต่ง ” อย่างแหม่ม ” ยังคงนุ่งกระโปรง แบบสตรีตะวันตก ยังคงลักษณะ การนุ่งผ้าซิ่นไว้หากแต่ เปลี่ยนมาตัดเย็บ เป็นถุงสำเร็จแทน คือ เย็บผ้าซิ่น ป้ายพอดีเอว ไม่ต้องคาดเข็มขัด ชายผ้าถุงสั้นขึ้นมาจนเหลือปรกเข่า เพียงเล็กน้อย หรือยาวพอดีเข่า นิยมผ้าซิ่นพื้น ไม่มีลายหรือเชิง และเลิกสะพายแพร เครื่องประดับนิยมสายสร้อย และต่างหูยาวแบบต่างๆ สวมรองเท้าส้นสูง และ ถุงน่อง สีเข้ากับ ผ้าซิ่น สำหรับถุงน่องนั้น ต่อมานิยมเป็นถุงน่องไนล่อน ตามที่ส่งเข้ามาขาย

 

    ด้านทรงผมสตรีสมัยนี้ไม่นิยมไว้ผมบ๊อบแบบครั้งรัชกาลที่ 6 แต่จะดัดผม เป็นคลื่น ด้วยน้ำยาดัดผม ที่ส่งเข้ามาขาย และหวีเรียบร้อยเรียกกันว่า ”ผมคลื่น” ก่อนที่จะมี น้ำยาดัดผมส่งเข้ามาขายนั้น นิยมดัดกันด้วย คีมเผาไฟจากเตาถ่าน แล้วนำมานาบ ที่ผมให้หยิกเป็นลอน ต้องใช้ความระมัดระวังในการทำมาก ถ้าไม่ดัดผม ก็จะตัดผม ” บ๊อบ ” เดิมนั้นให้สั้น เข้าที่ท้ายทอยให้จนเห็นเชิงผมสูง คล้ายผมผู้ชาย เรียกว่า ผมทรง ” ซิงเกิล ” ถ้าซอยเชิงผมให้สูงขึ้นไปมาก และตัดผม เปิดให้เห็นใบหู จนดูเป็นทรงผม ผู้ชาย เรียกกันว่า ” อีตันคร็อป ” แต่นิยมเฉพาะผู้ที่ ” ทันสมัย ” เท่านั้น

   อย่างไรก็ตามสตรี ”นำแฟชั่น” บางคนเริ่ม นุ่งกระโปรง แบบฝรั่งบ้างแล้ว โดยระยะแรก เป็นกระโปรงตัดเย็บ สี่ตะเข็บ หรือหกตะเข็บ แบบธรรมดา และนิยมตัดเป็น กระโปรงยาว สำหรับไปงานราตรีสโมสร ตามแบบ เครื่องแต่งกายเพื่อออกงานสังคม ของฝรั่ง แต่ก็เป็นไป ในกลุ่มบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น

   จนประมาณปี พ.ศ. 2480 การแต่งกายของสตรีไทย ได้วิวัฒนาการเป็น การนุ่งกระโปรง ใส่เสื้ออย่างฝรั่งล้วน และเปลี่ยนแปลง ตามแนวโน้ม ของแฟชั่นจากตะวันตก แต่เมื่ออยู่กับบ้าน ตามปกติยังคง นุ่งผ้าซิ่น ใส่เสื้อธรรมดา

รัชกาลที่ 7

รัชกาลที่ 7

   กล่าวโดยทั่วไป แม้การแต่งกายแบบตะวันตก จะเข้ามามีอิทธิพลอย่างสูง ในสังคมไทย แต่อิทธิพลนั้น ก็ยังคง ครอบคลุมเฉพาะ ชนบางกลุ่มเท่านั้น สามัญชนทั่วไปยังคง แต่งกายตามประเพณีเดิม กล่าวคือ

  • ชายยังคงนิยมสวม กางเกงแพร หรือ สวมกางเกงสามส่วน ที่เรียกว่า ”กางเกงไทย” ใส่เสื้อธรรมดา และไม่นิยมสวมรองเท้า
  • ส่วนสตรี ยังคง นิยมใส่เสื้อคอกระเช้าเก็บชายเสื้อไว้ในผ้าซิ่น หรือโจงกระเบน ถ้าจะออกนอกบ้าน ก็จะแต่งสุภาพมากขึ้น

 

( หน้าต่อไป )

บทความต่อเนื่อง เรื่อง การแต่งกายของไทย

อ้างอิง : หนังสือพัสตราภรณ์ไทย ถวายไท้ ราชินี