เครื่องทอที่ไม่มีกระสวย เครื่องทอแบบ air-jet rapier
เครื่องทอแบบ air-jet
เครื่องทอแบบ air-jet ประดิษฐ์โดยวิศวกรสิ่งทอ ชาวสวีเดน ซึ่งได้แนวความคิดขณะที่ กำลังแล่นเรือใบ เขาสังเกตเห็นปุย เส้นใยเล็กๆ ถูกดูดโดยเครื่องยนต์ดีเซล ขบวนการ เชิงกลแรกๆ เหมือนกับ water-jet เมื่อเส้นด้ายผ่านช่องออกมาแล้ว จะถูกลมผลัก ส่งเข้าไปสอด ระหว่างเส้นยืน ทอได้เร็วนาทีละ 320 เส้น เหมาะสำหรับ ผ่าหน้า ไม่กว้างจนเกินไปนัก เพราะแรงลมส่งจะสูญหายไปในระหว่างการส่งด้ายจากริมถึงริม
เครื่องทอแบบไม่มีกระสวยแบบ rapier
เครื่องทอแบบไม่มีกระสวยแบบ rapier ทอได้นาทีละ 300 เส้น เหมาะสำหรับ ทอด้ายใยสั้น เครื่องทอแบบนี้มีอุปกรณ์ สำหรับจับเส้นพุ่ง ทำด้วยเหล็กที่ไม่เป็นสนิม อยู่บริเวณริมผ้าทั้งสองด้านพร้อมกับอุปกรณ์สำหรับตัดด้ายพุ่งตามขนาดความกว้างของผ้า อุปกรณ์สำหรับจับด้ายพุ่ง จะพบกันที่กึ่งกลางของเครื่องทอ อุปกรณ์สำหรับ จับด้ายพุ่ง ด้านซ้ายจะส่งเส้นด้ายให้กับอุปกรณ์ด้านขวา แล้วดึงให้ด้ายพุ่ง สอดตลอดหน้ากว้าง ของผ้า ตัดด้ายพุ่งที่ริมผ้าอีกด้านหนึ่ง พันปลายด้ายสอดกลับเข้ากับเส้นยืนเส้นริม เพื่อให้ริมผ้าแน่นหนา นิยมใช้ทอผ้าฝ้าย และผ้าขนสัตว์
ระบบการทอใหม่
ระบบการทอใหม่ ใช้กับการทอผ้าตาชลอม หรือตาหกเหลี่ยม ทอด้วยเครื่องทอ Triaxial เรียกว่า Do-weave มีเส้นด้าย 3 หมู่สอดกันทำมุม 60 องศา ผ้าที่ได้คงรูปดี ทั้ง 3 ทิศทาง ด้านที่ใช้ทั้งหมด ต้องมีขนาดและจำนวนเกลียว เท่ากันด้าย 2 หมู่แรก ทำหน้าที่ เป็นด้ายยืน ด้ายหมู่ที่ 3 เป็นด้ายพุ่ง ทอได้เร็วกว่าการทอวิธีอื่น กระบวนการเชิงกล ของการทอแบบนี้ สรุปให้เข้าใจได้ว่า
1. แบ่งเส้นด้ายยืน ออกเป็น 8 ส่วน ม้วนเข้าหลอด ม้วนด้ายยืนขนาดเล็ก จัดเรียงเป็น รูปวงกลม
2. มีรางเล็ก 2 อัน ติดตั้งตามแนวนอน ของเครื่องสำหรับยึดตะกอ
3. เปิดช่องเส้นยนได้โดนรางเหล็กนี้เคลื่อนตัวไปข้างหน้า
4. สอดด้ายพุ่งโดยเชิงกลแบบ rapier
5. มีฟันหวี 2 อันอยู่ตรงกันข้าม สำหรับกระทบเส้นพุ่ง ถ้าต้องการทอลวดลาย กระบวน เชิงกล จะซับซ้อนยิ่งขึ้น ลักษณะผ้าที่น่าสนใจได้แก่
1. สามารถควบคุมความแข็งแรง และความกระด้างได้ทุกทิศทาง จากแข็งกระด้าง เป็นยืดหยุ่นหดได้ คล้ายผ้าถัก
2. ผ้าทอเนื้อห่าง แต่คงรูป
3. ผ้าไม่แยก เพราะเส้นด้ายถูกยึดอยู่กับที่แล้ว
( อ่านต่อ : ขบวนการผลิตผ้าไทย ริมผ้า ( selvage ) )